วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไอ้หมอก

     คือชื่อของสุนัขพันทาง เพศผู้ของที่บ้านผมเอง มันเกิดประมาณปี 2547 พ่อผมเก็บมันมาเลี้ยง เนื่องจากแม่ของมันถูกนำไปกิน (เจ้าของไม่ค่อยรักหมา ให้คนหมู่บ้านอะไรอย่าไปกล่าวถึงเลยเอามันไปกิน)ลูกมันซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่ตัวได้ถูกคนเอาไปเลี้ยง เหลือไอ้หมอกพ่อเลยเอามาเลี้ยงเอาไว้


ไอ้หมอก

     เนื่องจากตอนที่มันยังเล็ก ๆ สีของมันเหมือนสีหมอกพ่อเลยตั้งชื่อมันว่า หมอก ไอ้หมอกเมื่อโตขึ้นหุ่นมันดีมาก ไม่อ้วนเพราะทางบ้านให้อาหารเป็นเวลา เช้ากับเย็น และมันชอบออกกำลังกาย

หมอกกับหมูหยอง หมาเพื่อนบ้าน

     ทุก ๆ เช้า เจ้าหมอกจะออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน โดยวิ่งไปตลาดเช้าบ้านบ่อก้าง มันเป็นดาราของที่นั่น หลายคนรู้จักมันดี บางคนรัก เมตตาสงสารมัน ซื้ออาหารให้มันกิน


กับหมูหยอง

     มันจะกลับบ้านเองประมาณ 8 โมงเช้าหลังจากกลับจากตลาด พฤติกรรมเหมือนหมาทั่วไป ชอบติดตามเจ้าของไปทุกที่ เวลาเราจะออกจากบ้านมันจะวิ่งนำหน้าไปเสมอ

เดินเล่นหน้าบ้าน

     ไม่ว่าเราจะเดินไป ขี่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือขับรถยนต์มันจะวิ่งนำหน้าเสมอ แต่บางครั้งเราบอกว่าไม่ให้ไป อยู่เฝ้าบ้านนะ เหมือนมันเข้าใจ มันจะไม่ไป

เหลียวมองว่ารถจะออกหรือยัง

     อยู่มาวันหนึ่ง มันไปติดหมาตัวเมียไม่ยอมกลับบ้าน แล้วโดนวางยามา มันวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่บ้าน น้ำลายฟูมปาก พ่อบอกว่าไอ้หมอกโดนยา

     เลยช่วยกันจับมันเอาไว้แล้วกรอกไข่ดิบให้มันกิน เพื่อสำรอกเอายาออกมา แต่ยังไม่ดีขึ้น สภาพของมันหอบหายใจแรง กิริยาของมันเหมือนไม่ไหวแล้ว (อาการหนักนะหมอก)

     ผมจึงบอกพ่อเอามันไปส่งโรงบาลเถอะ พ่อเห็นด้วย เลยหามมันขึ้นรถและรีบบึ่งไปโรงพยาบาลทันที ไปถึงหมอให้อุ้มมันขึ้นเตียง และฉีดคาร์บอนเข้าปากมัน ให้มันสำรอกเอายาพิษออกมา

     หมอฉีดยาบำรุงหัวใจให้มัน ให้ยากลับมากินที่บ้าน มันรอดตายหวุดหวิด (พ่อจะเฝ้ามันตลอดเวลาไม่ไปไหนเลยด้วยความเป็นห่วงมันขณะที่อยู่โรงพยาบาล)

เตรียมวิ่งนำหน้ารถยนต์

     แม่บอกว่าไอ้หมอกมีลูกเยอะเลยในตลาด มีแต่คนรักมัน มาก ปัจจุบันมันอายุ 12 ปี (พ.ศ.2559) ล่าสุดปี 2560 มันเป็นโรคมะเร็งหมาที่ใกล้กับไข่ของมัน เป็นก้อนเนื้อมีขนาดไม่ใหญ่มาก (หมอบอกเกิดจากติดตัวเมียที่มีเชื้อในตลาด) ด้วยความรักของพ่อที่มีต่อมัน นำไปคีโม 3 เข็ม หมดไปพันกว่าบาท หมอให้ไปให้อีกเข็มแต่เราไม่ไป เพราะมันเพลียมากถ้าเจออีกเข้มคงตายแล้ว ปัจจุบัน ปี 2561 มันแข็งแรงเป็นปกติดี ก้อนเนื้อที่ใกล้ ๆ ไข่แฟบหายไปเลย










วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ค่างโพง

      นายเสาร์  เขาเป็นพรานล่าสัตว์ตัวฉกาจ ไปไหนมาไหนจะไปคนเดียว ไม่ชอบให้ใครติดตามเพราะเขาเก่งทางคาถาอาคม คืนหนึ่งที่จอป่าอาน เขาได้ไปนั่งห้างผกสัตว์ (ห้างส่องสัตว์) ที่จะลงมากินน้ำ

      ในขณะนั้นเขาได้เห็นร่างตะคุ่ม ๆ ของสัตว์กำลังเดินลงมากินน้ำเขาจึงยิงด้วยปืนแก๊ป ปรากฎว่าเขายิงได้ค่างตัวหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็รออีก ปรากฏว่าเขาก็เห็นร่างตะคุ่ม ๆ อีกแต่มีดวงไฟนำมา

      ทีแรกเขายกปืนขึ้นเล็งจะยิงแต่เขาได้หยุดพิจารณาว่า ค่างตัวนี้ ทำไมแปลกกว่าค่างตัวอื่นเพราะมีดวงไฟที่หน้า เขาจึงไม่กล้ายิง เขารอจนรุ่งเช้าก็กลับบ้าน


     และได้เล่าเหตุการณ์ที่พบมาให้บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านฟัง ผู้เฒ่าผู้แก่เลยบอกว่านั่นแหละ ค่างโพง (ผีโพงค่าง) ดีแล้วที่ไม่ยิงมัน เคยมีคนพบมันและโดนมันไล่ทำร้ายถึงตายก็มี

ผีพราย

     ประมาณปีพ.ศ.2450 ที่บ้านสันทราย อ.แม่จัน จ. เชียงราย เมียลุงหนานปึ้งคลอดลูกตาย ( ตายพราย ) และวิญญาณเมียแกได้เที่ยวหลอกหลอนผู้คนที่สัญจรไปมาตามหมู่บ้าน

     คืนนั้นนายนุชและนายเตียม  สองพี่น้อง ต้องเดินผ่านบ้านลุงหนานปึ้ง เพื่อไปแอ่วสาว ( ไปจีบสาวตอนกลางคืน ) แต่ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

     หลังจากไปแอ่วสาวแล้วเวลาดึก จึงชวนกันกลับบ้าน และต้องผ่านบ้านลุงหนานปึ้งอีกครั้ง แต่คราวนี้ทั้งสองคน ได้เจอคนนั่งก้มหน้าอยู่ สองพี่น้องได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงรู้ว่าเป็นผู้หญิงและสองพี่น้องจึงถามว่ามานั่งทำไมที่นี่ค่ำมืดแล้ว ปรากฎว่าผู้หญิงคนนั้นได้เงยหน้าขึ้นมาซึ่งก็คือ เมียลุงหนานปึ้งที่ตายพรายนั่นเอง 


     พอสองพี่น้องเห็นเช่นนั้น ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิต  พอถึงบ้านก็กระโจนข้ามรั้วบ้านได้อย่างง่ายดาย และตะโกนร้องให้พ่อกับแม่ช่วย เมื่อพ่อแม่ได้ยินจึงลุกขึ้นมาดูและถามว่าเป็นอะไรหรือ ถึงได้ร้องเสียงดังกลางดึกเช่นนี้ สองพี่น้องจึงได้บอกว่าไปเจอผีพรายที่หลอกหลอนชาวบ้านมากับตาจึงได้วิ่งหนีมาที่บ้านนี่แหละ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

นักหาของเก่าเจอดี


     นายสัง และ นายอุ่น  เป็นเพื่อนกัน นายสังอยู่บ้านสันทราย ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย ส่วนนายอุ่นอยู่บ้านแม่สรวย ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย สองคนนี้เป็นนักหาของเก่า

     เมื่อรู้ข่าวว่ามีที่ไหนรกร้าง และมีของเก่าที่มีค่าเช่นวัดร้าง สองคนนี้จะรีบไปตั้งศาลและบอกกล่าวว่า หากในที่นี้มีของเก่าและมีค่าแล้วได้โปรดมาเข้าฝัน และเมื่อพบของแล้ว จะได้หาของมาเซ่นไหว้

     ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อได้เจอวัดร้างแห่งหนึ่งจึงได้ตั้งศาลขึ้นและทำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตกกลางคืนประมาณ ตีสอง ขณะที่นายสังได้นอนแบบหลับ ๆ ตื่นอยู่นั้นได้ฝันไปว่า

     มี ชายคนหนึ่งสักยันต์เต็มตัวนุ่งกางเกงสั้นสีดำตัวเดียว ได้มาหาแล้วถามว่า "บ้านนายอุ่นอยู่ที่ไหนเพราะว่าเขาเป็นคนขอ" ( คือเป็นคนกล่าวบน ) นายสังจึงบอกว่า"บ้านนายอุ่นอยู่บ้านแม่สรวยหลังที่สองตรงซ้ายมือ"

     ในเวลาไล่เลี่ยกันบ้านนายอุ่นได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น เพราะนายอุ่น ได้เกิดปวดท้องขึ้นอย่างแรง  ญาติพี่น้องจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล วันรุ่งเช้านายสังได้ไปหานายอุ่นที่บ้าน เพื่อถามว่าที่บนบานได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง มีของหรือเปล่า

      แต่ญาติ ๆ ของนายอุ่นได้เล่าว่า เมื่อคืนตีสองนายอุ่นปวดท้องเกือบตาย ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล นายสังจึงไปเยี่ยมนายอุ่นที่โรงพยาบาล

     เมื่อเจอนายอุ่นจึงถามว่าเป็นอย่างไรบ้างเพื่อน นายอุ่นจึงเล่าว่า เมื่อคืนมีชายรูปร่างสูงใหญ่สักยันต์เต็มตัวได้มาหาตน  เมื่อเจอก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงใช้มือใหญ่ ๆ แทงเข้าที่ท้องอย่างจัง จากนั้นนายอุ่นได้ปวดท้องอย่างแรง 

     นายสังจึงเล่าว่าเมื่อคืนฮาก่อเจอ ( เมื่อคืนกูก็เจอ ) คนที่คิง ว่าเขาถามฮาว่าบ้านไอ้อุ่นอยู่ไหน (คนที่มึงว่าเขาถามกูว่าบ้านไอ้อุ่นอยู่ที่ไหน) ฮาก่อบอกบ้านคิง(กูก็บอกบ้านมึง)

     นายอุ่นจึงว่าคิงบอกเยี่ยะหยัง ( มึงบอกทำไม ) นายสังจึงบอกว่าก็คิงเป็นคนบนบานศาลกล่าว


     หลังจากนั้นนายสังจึงไปแก้บน ต่อมาทั้งสองคนจึงเลิกหาของเก่าเพราะกลัวเหตุการณ์ที่ประสพฯ มา

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ของดีบ้านสันธาตุ

      ประมาณปี พ.ศ.2505 เมื่อก่อนถนนหนทางรก ไม่เหมือนสมัยนี้ การเดินทางบางทีต้องเดินลัดทุ่งนาเพื่อไปติดต่อกันระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน และในเส้นทางระหว่างจากบ้านป่าสักน้อยไปบ้านสันต้นธง จะมีวัดร้างแห่งหนึ่งชื่อ วัดสันธาตุ  

     ตอนนั้นบิดาผู้เขียนเป็นสามเณรน้อยได้เดินทางไปธุระกับพระเสาร์ใจ อนุตโร ซึ่งต้องผ่านวัดนี้ ขณะเดินทางผ่านวัดนี้ได้เห็นคนจำนวนมากมุงดู และจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันที่ห้างนา(เพิงพัก) ซึ่งอยู่ใกล้วัดสันธาตุ

     พระเสาร์ใจจึงได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น 
ชาวบ้านบอกว่ามีคนนอนตายในห้างนา ในห้างนามีคนนอนพักกัน 3 คน คนที่ยังไม่ตายเล่าว่าในขณะที่ทำนาในตอนเย็นเมื่อวานนี้ ผู้ตายได้เก็บกำไลได้อันหนึ่งเป็นกำไลขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อได้มาแล้วได้เอามาสวมที่ซี่คราดนา (เป็นอุปกรณ์ใช้ทำนา ทางเหนือเรียก เฝือ)


      เมื่อใกล้ค่ำก็หยุดพักผ่อน และได้นำกำไลมาดูเห็นว่าสวยดี จึงล้างน้ำแล้วเก็บไว้ คิดว่าจะเอาไปอวดเพื่อน หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จก็นั่งคุยกันสักพัก ด้วยความเหนื่อยจึงชวนกันเข้านอน

      ประมาณตี 5 เพื่อน ๆ ได้ตื่นนอน เพื่อเตรียมตัวที่จะทำนาต่อในตอนเช้า และได้ไปปลุกชายคนดังกล่าวปรากฎว่าเขาตายเสียแล้ว ในมือถือกำไลอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

       การเจอของบางอย่างก็ต้องพิจารณา ว่าสมควรที่จะเก็บไว้หรือไม่ บางทีเจ้าของเขาหวง

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คริสต์ไม่กลัวผี

       ที่บ้านดงสุวรรณ ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย จะมีวัดร้างอยู่วัดหนึ่งชื่อวัดสันป่ายาง ที่ชื่อวัดนี้เพราะว่ามีต้นยางเยอะ พวกชาวบ้านชอบไปตัดต้นยางมาปลูกบ้าน และมักจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่นเป็นไข้ตัวสั่น บางคนเกือบตาย

       มีการดูผีหม้อนึ่ง (เป็นการทำนายของหมอผีทางภาคเหนือใช้หม้อนึ่งในการเสี่ยงทาย) ผีหม้อนึ่งจะทายทักว่าไปถูกผีวัดสันป่ายาง กระทำ มา เพราะว่าผีที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย

       แถวนั้นจะมีเศษขนไก่กองอยู่เยอะมากเพราะมีคนเอาไก่มาเลี้ยงผี คือมีชาวบ้านบางคนได้มาบนและแก้บน และกระดูกหมูหัวหมูก็มี ที่เอามาเซ่นไหว้


      
 ต่อมาชาวคริสต์บ้านป่าสักขวางก็เข้ามาจับจอง ทำไร่ที่นี่  มีอยู่คนหนึ่งได้มาจับจองทำไร่ และได้สร้างห้าง(เพิงพัก)ไว้พัก แต่ว่าได้เก็บเอาก้อนอิฐที่วัดสันป่ายางมาสองถึงสามก้อน มาทำบันได (อิฐก้อนค่อนข้างใหญ่)

       หลังจากนั้นต่อมาไม่นานคน ๆ นั้นก็ตาย ตรงลำคอมีรอยเขียวคล้ำเหมือนถูกบีบ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ เพราะคน ๆ นั้นบอกว่าคริสต์ไม่กลัวผี

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ผีเจ๊หลวย

      เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณ เดือนธันวาคมปีพ.ศ.2516 ที่ผ่านมา  เจ๊หลวยขึ้นชื่อว่าเป็นคนสวยคนหนึ่งในหมู่บ้านที่ผมอยู่ มีคนมาชอบเยอะอยู่ 

     และแกก็ชอบพูดคุยกับพ่อผู้เขียนแม้แต่มอเตอร์ไซด์ก็ชอบมาเอา ไปขี่เล่นบ้าง ต่อมา ปรากฎว่าแกผูกคอตายที่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านแกนั่นแหละ ขณะนั้นแกท้องด้วย เรียกว่าตายทั้งกลม 

     ได้ข่าวว่าสาเหตุเกิดจาก ปัญหาทางชู้สาว ซึ่งผมก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ตอนนั้นยังเด็ก วันหนึ่งพ่อผมได้ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านเจ้หลวยตอนกลางคืน ตรงต้นมะม่วงที่แกผูกคอตาย อยู่ ๆ รถมอเตอร์ไซค์ก็ดับตรงหน้าบ้านเจ๊หลวยสตาร์ตยังไงก็ไม่ติด 


     พ่อนึกขึ้นได้ว่าอาจถูกเจ้หลวยแกล้ง จึงบอกว่าหลวย พี่จะรีบไปตีข้าว (เป็นการตีข้าวให้หลุดจากรวงเพื่อเอาเฉพาะเมล็ดข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว) อย่าแกล้งเลย พอพูดจบจึงสตาร์ตรถได้ทันที เชื่อไหมล่ะท่าน


จอปู่ตา

     ทางทิศตะวันตกของบ้านดงสุวรรณ ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย หลายสิบปีที่ผ่านมา ยุคนั้นชาวบ้านจะบุกเบิกถางป่าเพื่อทำนา ในขณะที่ทำการบุกเบิกอยู่นั้น ปู่ตา (คำว่าปู่เป็นคำนำหน้านามที่ใช้เรียกผู้ชายสูงอายุ) ขุดเจอพระองค์หนึ่งมีขนาดเท่าปลายนิ้วมือจึงเก็บไว้

     หลังจากนั้นอีก 3 เดือนต่อมาตรงกับเดือนแปดเหนือ ราวเดือนพฤษภาคมได้มีการถางป่าขณะกำลังถางป่าอยู่นั้นมีคนฟันโดนมือปู่ตาเป็นแผลฉกรรจ์ จึงไปรักษาที่โรงพยาบาลจนหายและปู่ตาจึงได้ปล่อยที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำอะไร 

     1ปีต่อมามีนายน้อง มาทำต่อ และขณะถางป่าที่รกอยู่นั้น ก็ได้เจอพระองค์ขนาดเดียวกับที่ปู่ตาเจอจึงเก็บไว้ และก็มีคนฟันโดนมือของนายน้องอีกครั้งเหมือนที่ปู่ตาได้เจอ นายน้องจึงต้องไปรักษาตัวเองจนหายและได้เอาพระไปคืนตรงที่เจอ และไม่กล้าไปถางป่าอีกเพราะกลัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ปล่อยที่ให้รกร้างต่อไป

     หลังจากนั้นอีกสองปี นายอินสูน มาทำต่อที่เดิมและขุดได้พระเหมือนเดิม แล้วนายอินสูนก็โดนฟันที่มือเหมือนคนก่อน ๆ นายอินสูนต้องรักษาแผลจนหายดีแล้วจึงคิดตั้งศาลขึ้นมา แล้วบอกกล่าวว่าจะขอทำนาตรงที่ผืนนี้เพื่อเลี้ยงลูก ๆ เพราะตัวเองก็ยากจน

     ตกกลางคืนได้ฝันไปว่ามีชายคนหนึ่งตัวดำทะมึนนุ่งเตี่ยว 3 ดูกสีดำ เอาผ้าขาวม้าพาดบ่า ได้มาเข้าฝันและได้บอกนายอินสูนว่า ถ้าอยากได้ที่ทำกินก็ไม่เป็นไรแต่อย่าได้โค่นต้นมะม่วง 3 ต้นที่อยู่ในพื้นที่เด็ดขาดเพราะว่าเป็นที่เด็กเล่นหลังจากนั้นชายคนนั้นได้หายไป

     ต่อมานายอินสูนจึงได้ถางป่าต่อไปเพื่อเอาไว้ทำนา และนายอินสูนได้ฝันอีก ในฝันนั้นตรงโคนต้นมะม่วง 3 ต้นนั้นปรากฎว่ามีลูกเสือ 4 ตัวเล่นกันอยู่เป็นที่เพลิดเพลิน นายอินสูนจึงรู้ว่าเป็นผีที่จอปู่ตานั่นเอง

       คำว่า จอปู่ตา จอคือพื้นที่สามเหลี่ยม และมีห้วยซึ่งมีน้ำไหลผ่าน จอปู่ตาคือที่ของปู่ตานั่นเอง ปกติพื้นที่ 3 เหลี่ยมเขาไม่นิยมปลูกบ้านอยู่แล้ว

โค่นต้นตะเคียนยักษ์

 
ต้นตะเคียนขนาดใหญ่ขนาด 14 คนโอบจากเว็บ tnews ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด
    

น้อยปั๋นแก้ว ได้เดินทางเข้าไปตัดต้นตะเคียนขนาดใหญ่ ที่ห่างจากบ้านพอสมควร เหตุผลเพื่อจะเอาไปสร้างบ้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านดงสุวรรณ ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย เมื่อไปถึงก็ลงมือตัดไม้ทันทีด้วยขวาน

     น้อยปั๋นแก้ว (คำว่าน้อยคือผู้เคยบวชเป็นสามเณร ถ้าเป็นหนานคือผู้เคยบวชเป็นพระภิกษุ)ใช้เวลาตัดมาถึงวันที่ ก็ยังไม่โค่นเพราะต้นตะเคียนมีขนาดใหญ่มาก พอมาถึงวันที่ ขณะกำลังฟันไม้อยู่นั้น อยู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียก "ลุงน้อยทำอะไร" ลุงน้อยจึงหันไปดูก็ไม่เห็นใคร แกก็ฟันไม้ต่อไป พอสักพักหนึ่งก็มีเสียงคนถามอีกครั้ง แกเหลียวไปดูอีกครั้งก็ไม่เจอใคร แกจึงตั้งหน้าตั้งตาโค่นต้นไม้ต่อไป และสบถออกมาว่า เป็นยังไงวันนี้ต้องล้มไม้ต้นนี้ให้ได้

     
ภาพคนตัดต้นไม้ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


     พอถึง โมงเย็นไม้ตะเคียนยักษ์ต้นนั้นก็ได้ล้มลง เสียงดังกึกก้องสะนั่นป่า หลังจากนั้นไม่กี่เดือน น้อยปั๋นแก้วได้ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีพิธีทำอะไรต่าง ๆ ในทางไสยศาสตร์ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อให้แกหาย แต่ไม่เป็นผล

     แกจึงได้พาลูกเมียอพยพ ย้ายบ้านออกมาจากบ้านดงสุวรรณ ไปอยู่บ้านแหลว ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย อยู่ได้ไม่กี่เดือนแกก็ตาย ร่างกายแกตอนตาย ซูบผอมมาก มีคนเล่าว่า ในขณะย้ายแกไปอยู่บ้านแหลว โดยการหามไปเพราะแกเดินไม่ได้ ระหว่างทางที่หามมา จะมีนอกคองคอย ไม่แน่ใจว่านกอะไร ร้องมาตลอดทาง (ทางภาคเหนือบอกว่านกคองคอยคือนกผี)

และจะบินโฉบคนป่วยเป็นระยะ ๆ จนญาติพี่น้องต้องยิงสกัดนกเป็นระยะ ๆ พอพ้นเขตุป่านกดังกล่าวได้หายไป


       ต้นตะเคียนเป็นไม้ที่มีผีสิง ดังนั้นเขาจะห้ามปลูกในบ้านเรือน ส่วนน้อยปั๋นแก้วแกอาจไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ จึงทำให้แกต้องพบจุดจบในที่สุด เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นหลายสิบปีมาแล้วเขาเล่าต่อ ๆ กันมา


ลุงอ้ายเจอผีโพง

    ประมาณ พ.ศ.2507 ปีนั้นอากาศแห้งแล้งมาก  ต่อมาช่วงที่เริ่มเข้าหน้าฝน ก็เริ่มจะมีการทำนา ชาวบ้านที่จะทำนาจะแช่ข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์โดยจะแช่ในกระสอบ สมัยนั้นถนนหนทางรกหญ้าขึ้นทึบไปหมด และมีการขโมยข้าวที่แช่เป็นประจำ เพราะเป็นยุคข้าวยากหมากแพง และลุงอ้ายก็ต้องไปนอนเฝ้าข้าวเปลือกที่แช่เหมือนทุกวัน

     ยุคนั้นว่ากันว่า ผีสือ (กระสือผีผู้หญิง)ผีโพง(ผีผู้ชาย) ชอบออกหากินตอนกลางคืน ช่วงดึก ๆ โดยจะจับกบกับเขียดมากินสด ๆ และตกดึกคืนนั้นนั่นเองลุงอ้ายเห็นแสงสว่างตรงข้าวที่แกแช่ไว้ แกก็คิดว่าคงมีคนมาขโมยข้าวแน่ ๆ แกจึงค่อย ๆ ย่องลงจากเพิงพักที่ใกล้ ๆ กันพร้อมถือปืนลงไปด้วย

      เมื่อใกล้ถึงแกจึงร้องตวาดไปว่า "ใครมาขโมยข้าวว่ะ" พอสิ้นเสียงแก ร่างนั้นได้หันมาที่แก ใบหน้าของร่างนั้นมีแสงไฟสว่างจ้าลุกโชนออกจากจมูก แกเห็นจึงตกใจสุดขีด แกรีบหันหลังวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ผีโพงวิ่งตามลุงอ้ายมาอย่างไม่ลดละ ลุงอ้ายเลยยิงใส่ผีโพงหนึ่งนัดเพื่อป้องกันตัว แต่ไม่มีความหมาย มันวิ่งตามมาอีก

       ลุงอ้ายจึงตัดสินใจวิ่งเข้าวัดครกขน่าน หรือ วัดโพธนารามในปัจจุบัน ลุงอ้ายกลัวจนตัวสั่น ผีโพงก็หายไป แกรอจนรุ่งเช้าจึงกลับบ้านแล้วเล่าเรื่องที่ประสบมา ให้ญาติพี่น้องฟังช่วงนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกไปเฝ้าข้าวแช่อีกเลย

       เรื่องนี้ลุงอ้ายเป็นญาติผู้เขียนเองปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ บ้านโพธนาราม ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย 

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บ้านพักจอมพล ป.

         ตั้งอยู่ที่ม่อนจอมแจ้ง อ.เมือง จ.เชียงราย ถ้ามาช่วงหน้าหนาวอากาศจะเย็นดี ลมโชยเย็น ๆ จิบกาแฟไปด้วย เขามีร้านกาแฟ และไวไฟฟรี 


คำกล่าวคม ๆ ของท่านจอมพล

     เมื่อมาถึงก็นึกถึงตอนสมัครเรียน รด.ก็มาวิ่งทดสอบที่นี่แหละครับ ตอนนั้นที่นี่เป็นคลังเก็บปืน ปลย. 88 จำได้ว่าหนัก 11กิโลกรัม (เป็นปืนสมัยสงครามโลก)


ทางขึ้นชั้นสองของอาคาร


     ภาคสนามก็ต้องถือปืนนี้แหละข้างกายตลอด ตอนนั้นฝึกภาคสนามที่น้ำตกขุนกรณ์ อากาศหนาวมาก ใช้เวลา 7 วันฝึกค่อนข้างหนักทีเดียว กลางคืนหนาวมาก นอนกับบัดดี้ต้องหันหลังชนกัน เอาผ้าห่มซ้อนกันสองผืนค่อยอุ่นขึัน


รูปนักมวยกำลังชกกัน


     ที่นี่เป็นอาคารไม้สองชั้น ใช้เก็บสิ่งของเครื่องใช้ของจอมพล ป.มีห้องนอนของท่านอยู่บนชั้นสอง และห้องทำงานของท่าน


ห้องนอนของจอมพล ป.


     บรรยากาศของตึกเงียบสงบดี เขาดูแลได้สะอาดสะอ้านทีเดียว เหมาะสำหรับมาทัศนะศึกษา นั่งพักผ่อน ฯลฯ


คำขวัญที่น่าคิดในยุคนี้


        ใครมีโอกาศลองแวะมาเยี่ยมชมดูครับ ไม่ผิดหวัง


ดาบญี่ปุ่นโชว์อยู่บนชั้นสอง


        ยังมีประวัติและสิ่งต่าง ๆ ของจอมพล ป. ที่ยังรอทุกท่านมาสัมผัสอีกเยอะครับ


งานไม้แกะขนาดใหญ่ที่ดูเข้มขึงและมีอายุหลายสิบปี




 

ดอยจระเข้

ถ้าคุณออกเดินทางจากอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงรายไปอำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย เมื่อคุณมาถึงอำเภอแม่จันคุณก็จะเจอภูเขาลูกหนึ่งขวางหน้าคุณอย...