เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ในราวปี พ.ศ.2504 ในขณะที่ได้มีการฝึก ตชด.ที่บริเวณตอยตุง อ.แม่จัน(ในขณะนั้น)ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน ซึ่ง ตชด.ได้เข้าพักผ่อนในเต้นท์นอนกันหมดแล้ว
อาจจะมีแค่เวรยามคอยดูแลเท่านั้น ที่เต้นท์นอนหลังหนึ่งได้ถูกเปิดขึ้นมาในกลางดึก ซึ่ง ตชด.อาจซักถามแล้วแต่ไม่ตอบจึงคิดว่าข้าศึกเข้ามาจะทำร้าย จึงยิงเข้าไปหนึ่งนัด หลังจากถูกยิงผู้บุกรุกได้หนีไป แต่ไม่มีการติดตาม รอจนรุ่งเช้า จึงได้ติดตามค้นหา ซึ่งผู้ถูกยิงได้ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทางยาว รอยเลือดได้ไปถึงป่าช้าของชาวเขาเผ่าอาข่า และได้หายไปในรู ๆ หนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านที่นั่น และขอกำลังชาวบ้านช่วยกันขุดรูนั้น ขุดไปไม่ลึกเท่าไหร่นัก จึงได้เจอ ศพของผู้หญิงคนหนึ่ง จึงได้ช่วยกันนำขึ้นมา สอบถามดูไม่มีใครรู้จักจึงให้ชาวบ้านนำไปฝังศพต่อไป
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ไอ้หมอก
คือชื่อของสุนัขพันทาง เพศผู้ของที่บ้านผมเอง มันเกิดประมาณปี 2547 พ่อผมเก็บมันมาเลี้ยง
เนื่องจากแม่ของมันถูกนำไปกิน (เจ้าของไม่ค่อยรักหมา
ให้คนหมู่บ้านอะไรอย่าไปกล่าวถึงเลยเอามันไปกิน)ลูกมันซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่ตัวได้ถูกคนเอาไปเลี้ยง
เหลือไอ้หมอกพ่อเลยเอามาเลี้ยงเอาไว้
เนื่องจากตอนที่มันยังเล็ก ๆ สีของมันเหมือนสีหมอกพ่อเลยตั้งชื่อมันว่า หมอก ไอ้หมอกเมื่อโตขึ้นหุ่นมันดีมาก ไม่อ้วนเพราะทางบ้านให้อาหารเป็นเวลา เช้ากับเย็น และมันชอบออกกำลังกาย
![]() |
| ไอ้หมอก |
เนื่องจากตอนที่มันยังเล็ก ๆ สีของมันเหมือนสีหมอกพ่อเลยตั้งชื่อมันว่า หมอก ไอ้หมอกเมื่อโตขึ้นหุ่นมันดีมาก ไม่อ้วนเพราะทางบ้านให้อาหารเป็นเวลา เช้ากับเย็น และมันชอบออกกำลังกาย
![]() |
| หมอกกับหมูหยอง หมาเพื่อนบ้าน |
ทุก
ๆ เช้า เจ้าหมอกจะออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน
โดยวิ่งไปตลาดเช้าบ้านบ่อก้าง มันเป็นดาราของที่นั่น หลายคนรู้จักมันดี บางคนรัก
เมตตาสงสารมัน ซื้ออาหารให้มันกิน
![]() |
| กับหมูหยอง |
มันจะกลับบ้านเองประมาณ 8 โมงเช้าหลังจากกลับจากตลาด
พฤติกรรมเหมือนหมาทั่วไป ชอบติดตามเจ้าของไปทุกที่ เวลาเราจะออกจากบ้านมันจะวิ่งนำหน้าไปเสมอ
![]() |
| เดินเล่นหน้าบ้าน |
ไม่ว่าเราจะเดินไป ขี่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือขับรถยนต์มันจะวิ่งนำหน้าเสมอ
แต่บางครั้งเราบอกว่าไม่ให้ไป อยู่เฝ้าบ้านนะ เหมือนมันเข้าใจ มันจะไม่ไป
![]() |
| เหลียวมองว่ารถจะออกหรือยัง |
อยู่มาวันหนึ่ง มันไปติดหมาตัวเมียไม่ยอมกลับบ้าน แล้วโดนวางยามา
มันวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่บ้าน น้ำลายฟูมปาก พ่อบอกว่าไอ้หมอกโดนยา
เลยช่วยกันจับมันเอาไว้แล้วกรอกไข่ดิบให้มันกิน เพื่อสำรอกเอายาออกมา แต่ยังไม่ดีขึ้น
สภาพของมันหอบหายใจแรง กิริยาของมันเหมือนไม่ไหวแล้ว (อาการหนักนะหมอก)
ผมจึงบอกพ่อเอามันไปส่งโรงบาลเถอะ พ่อเห็นด้วย เลยหามมันขึ้นรถและรีบบึ่งไปโรงพยาบาลทันที
ไปถึงหมอให้อุ้มมันขึ้นเตียง และฉีดคาร์บอนเข้าปากมัน ให้มันสำรอกเอายาพิษออกมา
หมอฉีดยาบำรุงหัวใจให้มัน ให้ยากลับมากินที่บ้าน มันรอดตายหวุดหวิด (พ่อจะเฝ้ามันตลอดเวลาไม่ไปไหนเลยด้วยความเป็นห่วงมันขณะที่อยู่โรงพยาบาล)
![]() |
| เตรียมวิ่งนำหน้ารถยนต์ |
แม่บอกว่าไอ้หมอกมีลูกเยอะเลยในตลาด มีแต่คนรักมัน มาก ปัจจุบันมันอายุ 12 ปี (พ.ศ.2559) ล่าสุดปี 2560 มันเป็นโรคมะเร็งหมาที่ใกล้กับไข่ของมัน เป็นก้อนเนื้อมีขนาดไม่ใหญ่มาก (หมอบอกเกิดจากติดตัวเมียที่มีเชื้อในตลาด) ด้วยความรักของพ่อที่มีต่อมัน นำไปคีโม 3 เข็ม หมดไปพันกว่าบาท หมอให้ไปให้อีกเข็มแต่เราไม่ไป เพราะมันเพลียมากถ้าเจออีกเข้มคงตายแล้ว ปัจจุบัน ปี 2561 มันแข็งแรงเป็นปกติดี ก้อนเนื้อที่ใกล้ ๆ ไข่แฟบหายไปเลย
วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ค่างโพง
นายเสาร์ เขาเป็นพรานล่าสัตว์ตัวฉกาจ ไปไหนมาไหนจะไปคนเดียว ไม่ชอบให้ใครติดตามเพราะเขาเก่งทางคาถาอาคม
คืนหนึ่งที่จอป่าอาน เขาได้ไปนั่งห้างผกสัตว์ (ห้างส่องสัตว์) ที่จะลงมากินน้ำ
ในขณะนั้นเขาได้เห็นร่างตะคุ่ม ๆ
ของสัตว์กำลังเดินลงมากินน้ำเขาจึงยิงด้วยปืนแก๊ป ปรากฎว่าเขายิงได้ค่างตัวหนึ่ง
หลังจากนั้นเขาก็รออีก ปรากฏว่าเขาก็เห็นร่างตะคุ่ม ๆ อีกแต่มีดวงไฟนำมา
ทีแรกเขายกปืนขึ้นเล็งจะยิงแต่เขาได้หยุดพิจารณาว่า ค่างตัวนี้ ทำไมแปลกกว่าค่างตัวอื่นเพราะมีดวงไฟที่หน้า เขาจึงไม่กล้ายิง เขารอจนรุ่งเช้าก็กลับบ้าน
และได้เล่าเหตุการณ์ที่พบมาให้บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านฟัง
ผู้เฒ่าผู้แก่เลยบอกว่านั่นแหละ ค่างโพง
(ผีโพงค่าง) ดีแล้วที่ไม่ยิงมัน
เคยมีคนพบมันและโดนมันไล่ทำร้ายถึงตายก็มี
ผีพราย
ประมาณปีพ.ศ.2450 ที่บ้านสันทราย
อ.แม่จัน จ. เชียงราย เมียลุงหนานปึ้งคลอดลูกตาย
( ตายพราย ) และวิญญาณเมียแกได้เที่ยวหลอกหลอนผู้คนที่สัญจรไปมาตามหมู่บ้าน
คืนนั้นนายนุชและนายเตียม สองพี่น้อง ต้องเดินผ่านบ้านลุงหนานปึ้ง เพื่อไปแอ่วสาว ( ไปจีบสาวตอนกลางคืน ) แต่ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
หลังจากไปแอ่วสาวแล้วเวลาดึก จึงชวนกันกลับบ้าน และต้องผ่านบ้านลุงหนานปึ้งอีกครั้ง แต่คราวนี้ทั้งสองคน ได้เจอคนนั่งก้มหน้าอยู่ สองพี่น้องได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงรู้ว่าเป็นผู้หญิงและสองพี่น้องจึงถามว่ามานั่งทำไมที่นี่ค่ำมืดแล้ว ปรากฎว่าผู้หญิงคนนั้นได้เงยหน้าขึ้นมาซึ่งก็คือ เมียลุงหนานปึ้งที่ตายพรายนั่นเอง
พอสองพี่น้องเห็นเช่นนั้น ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิต พอถึงบ้านก็กระโจนข้ามรั้วบ้านได้อย่างง่ายดาย และตะโกนร้องให้พ่อกับแม่ช่วย เมื่อพ่อแม่ได้ยินจึงลุกขึ้นมาดูและถามว่าเป็นอะไรหรือ ถึงได้ร้องเสียงดังกลางดึกเช่นนี้ สองพี่น้องจึงได้บอกว่าไปเจอผีพรายที่หลอกหลอนชาวบ้านมากับตาจึงได้วิ่งหนีมาที่บ้านนี่แหละ
วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
นักหาของเก่าเจอดี
นายสัง และ
นายอุ่น เป็นเพื่อนกัน นายสังอยู่บ้านสันทราย
ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย ส่วนนายอุ่นอยู่บ้านแม่สรวย ต.สันทราย อ.แม่จัน
จ.เชียงราย สองคนนี้เป็นนักหาของเก่า
เมื่อรู้ข่าวว่ามีที่ไหนรกร้าง และมีของเก่าที่มีค่าเช่นวัดร้าง
สองคนนี้จะรีบไปตั้งศาลและบอกกล่าวว่า
หากในที่นี้มีของเก่าและมีค่าแล้วได้โปรดมาเข้าฝัน และเมื่อพบของแล้ว
จะได้หาของมาเซ่นไหว้
ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อได้เจอวัดร้างแห่งหนึ่งจึงได้ตั้งศาลขึ้นและทำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตกกลางคืนประมาณ ตีสอง ขณะที่นายสังได้นอนแบบหลับ ๆ ตื่นอยู่นั้นได้ฝันไปว่า
มี ชายคนหนึ่งสักยันต์เต็มตัวนุ่งกางเกงสั้นสีดำตัวเดียว ได้มาหาแล้วถามว่า "บ้านนายอุ่นอยู่ที่ไหนเพราะว่าเขาเป็นคนขอ" ( คือเป็นคนกล่าวบน
) นายสังจึงบอกว่า"บ้านนายอุ่นอยู่บ้านแม่สรวยหลังที่สองตรงซ้ายมือ"
ในเวลาไล่เลี่ยกันบ้านนายอุ่นได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น เพราะนายอุ่น ได้เกิดปวดท้องขึ้นอย่างแรง ญาติพี่น้องจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล วันรุ่งเช้านายสังได้ไปหานายอุ่นที่บ้าน เพื่อถามว่าที่บนบานได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง มีของหรือเปล่า
แต่ญาติ ๆ ของนายอุ่นได้เล่าว่า
เมื่อคืนตีสองนายอุ่นปวดท้องเกือบตาย ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล
นายสังจึงไปเยี่ยมนายอุ่นที่โรงพยาบาล
เมื่อเจอนายอุ่นจึงถามว่าเป็นอย่างไรบ้างเพื่อน นายอุ่นจึงเล่าว่า เมื่อคืนมีชายรูปร่างสูงใหญ่สักยันต์เต็มตัวได้มาหาตน เมื่อเจอก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงใช้มือใหญ่ ๆ แทงเข้าที่ท้องอย่างจัง จากนั้นนายอุ่นได้ปวดท้องอย่างแรง
นายสังจึงเล่าว่าเมื่อคืนฮาก่อเจอ ( เมื่อคืนกูก็เจอ ) คนที่คิง ว่าเขาถามฮาว่าบ้านไอ้อุ่นอยู่ไหน (คนที่มึงว่าเขาถามกูว่าบ้านไอ้อุ่นอยู่ที่ไหน) ฮาก่อบอกบ้านคิง(กูก็บอกบ้านมึง)
นายอุ่นจึงว่าคิงบอกเยี่ยะหยัง ( มึงบอกทำไม )
นายสังจึงบอกว่าก็คิงเป็นคนบนบานศาลกล่าว
หลังจากนั้นนายสังจึงไปแก้บน ต่อมาทั้งสองคนจึงเลิกหาของเก่าเพราะกลัวเหตุการณ์ที่ประสพฯ มา
วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ของดีบ้านสันธาตุ
ประมาณปี
พ.ศ.2505 เมื่อก่อนถนนหนทางรก ไม่เหมือนสมัยนี้ การเดินทางบางทีต้องเดินลัดทุ่งนาเพื่อไปติดต่อกันระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน และในเส้นทางระหว่างจากบ้านป่าสักน้อยไปบ้านสันต้นธง จะมีวัดร้างแห่งหนึ่งชื่อ วัดสันธาตุ
ตอนนั้นบิดาผู้เขียนเป็นสามเณรน้อยได้เดินทางไปธุระกับพระเสาร์ใจ อนุตโร
ซึ่งต้องผ่านวัดนี้ ขณะเดินทางผ่านวัดนี้ได้เห็นคนจำนวนมากมุงดู
และจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันที่ห้างนา(เพิงพัก) ซึ่งอยู่ใกล้วัดสันธาตุ
พระเสาร์ใจจึงได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านบอกว่ามีคนนอนตายในห้างนา ในห้างนามีคนนอนพักกัน 3 คน คนที่ยังไม่ตายเล่าว่าในขณะที่ทำนาในตอนเย็นเมื่อวานนี้ ผู้ตายได้เก็บกำไลได้อันหนึ่งเป็นกำไลขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อได้มาแล้วได้เอามาสวมที่ซี่คราดนา (เป็นอุปกรณ์ใช้ทำนา ทางเหนือเรียก เฝือ)
เมื่อใกล้ค่ำก็หยุดพักผ่อน และได้นำกำไลมาดูเห็นว่าสวยดี จึงล้างน้ำแล้วเก็บไว้ คิดว่าจะเอาไปอวดเพื่อน หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จก็นั่งคุยกันสักพัก ด้วยความเหนื่อยจึงชวนกันเข้านอน
ประมาณตี 5 เพื่อน ๆ ได้ตื่นนอน
เพื่อเตรียมตัวที่จะทำนาต่อในตอนเช้า
และได้ไปปลุกชายคนดังกล่าวปรากฎว่าเขาตายเสียแล้ว ในมือถือกำไลอยู่
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
การเจอของบางอย่างก็ต้องพิจารณา ว่าสมควรที่จะเก็บไว้หรือไม่ บางทีเจ้าของเขาหวง
วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
คริสต์ไม่กลัวผี
ที่บ้านดงสุวรรณ ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย
จะมีวัดร้างอยู่วัดหนึ่งชื่อวัดสันป่ายาง ที่ชื่อวัดนี้เพราะว่ามีต้นยางเยอะ
พวกชาวบ้านชอบไปตัดต้นยางมาปลูกบ้าน และมักจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
เช่นเป็นไข้ตัวสั่น บางคนเกือบตาย
มีการดูผีหม้อนึ่ง (เป็นการทำนายของหมอผีทางภาคเหนือใช้หม้อนึ่งในการเสี่ยงทาย) ผีหม้อนึ่งจะทายทักว่าไปถูกผีวัดสันป่ายาง กระทำ มา เพราะว่าผีที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย
แถวนั้นจะมีเศษขนไก่กองอยู่เยอะมากเพราะมีคนเอาไก่มาเลี้ยงผี คือมีชาวบ้านบางคนได้มาบนและแก้บน และกระดูกหมูหัวหมูก็มี ที่เอามาเซ่นไหว้
ต่อมาชาวคริสต์บ้านป่าสักขวางก็เข้ามาจับจอง ทำไร่ที่นี่ มีอยู่คนหนึ่งได้มาจับจองทำไร่ และได้สร้างห้าง(เพิงพัก)ไว้พัก แต่ว่าได้เก็บเอาก้อนอิฐที่วัดสันป่ายางมาสองถึงสามก้อน มาทำบันได (อิฐก้อนค่อนข้างใหญ่)
หลังจากนั้นต่อมาไม่นานคน ๆ นั้นก็ตาย ตรงลำคอมีรอยเขียวคล้ำเหมือนถูกบีบ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่าง
ๆ นา ๆ เพราะคน ๆ นั้นบอกว่าคริสต์ไม่กลัวผี
วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ผีเจ๊หลวย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณ เดือนธันวาคมปีพ.ศ.2516 ที่ผ่านมา เจ๊หลวยขึ้นชื่อว่าเป็นคนสวยคนหนึ่งในหมู่บ้านที่ผมอยู่ มีคนมาชอบเยอะอยู่
และแกก็ชอบพูดคุยกับพ่อผู้เขียนแม้แต่มอเตอร์ไซด์ก็ชอบมาเอา ไปขี่เล่นบ้าง ต่อมา ปรากฎว่าแกผูกคอตายที่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านแกนั่นแหละ ขณะนั้นแกท้องด้วย เรียกว่าตายทั้งกลม
ได้ข่าวว่าสาเหตุเกิดจาก ปัญหาทางชู้สาว ซึ่งผมก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ตอนนั้นยังเด็ก วันหนึ่งพ่อผมได้ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านเจ้หลวยตอนกลางคืน ตรงต้นมะม่วงที่แกผูกคอตาย อยู่ ๆ รถมอเตอร์ไซค์ก็ดับตรงหน้าบ้านเจ๊หลวยสตาร์ตยังไงก็ไม่ติด
พ่อนึกขึ้นได้ว่าอาจถูกเจ้หลวยแกล้ง จึงบอกว่าหลวย พี่จะรีบไปตีข้าว (เป็นการตีข้าวให้หลุดจากรวงเพื่อเอาเฉพาะเมล็ดข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว) อย่าแกล้งเลย พอพูดจบจึงสตาร์ตรถได้ทันที เชื่อไหมล่ะท่าน
จอปู่ตา
ทางทิศตะวันตกของบ้านดงสุวรรณ ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย หลายสิบปีที่ผ่านมา
ยุคนั้นชาวบ้านจะบุกเบิกถางป่าเพื่อทำนา ในขณะที่ทำการบุกเบิกอยู่นั้น ปู่ตา (คำว่าปู่เป็นคำนำหน้านามที่ใช้เรียกผู้ชายสูงอายุ) ขุดเจอพระองค์หนึ่งมีขนาดเท่าปลายนิ้วมือจึงเก็บไว้
1ปีต่อมามีนายน้อง มาทำต่อ และขณะถางป่าที่รกอยู่นั้น ก็ได้เจอพระองค์ขนาดเดียวกับที่ปู่ตาเจอจึงเก็บไว้ และก็มีคนฟันโดนมือของนายน้องอีกครั้งเหมือนที่ปู่ตาได้เจอ นายน้องจึงต้องไปรักษาตัวเองจนหายและได้เอาพระไปคืนตรงที่เจอ และไม่กล้าไปถางป่าอีกเพราะกลัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ปล่อยที่ให้รกร้างต่อไป
หลังจากนั้นอีกสองปี นายอินสูน มาทำต่อที่เดิมและขุดได้พระเหมือนเดิม แล้วนายอินสูนก็โดนฟันที่มือเหมือนคนก่อน ๆ นายอินสูนต้องรักษาแผลจนหายดีแล้วจึงคิดตั้งศาลขึ้นมา แล้วบอกกล่าวว่าจะขอทำนาตรงที่ผืนนี้เพื่อเลี้ยงลูก ๆ เพราะตัวเองก็ยากจน
ต่อมานายอินสูนจึงได้ถางป่าต่อไปเพื่อเอาไว้ทำนา และนายอินสูนได้ฝันอีก ในฝันนั้นตรงโคนต้นมะม่วง 3 ต้นนั้นปรากฎว่ามีลูกเสือ 4 ตัวเล่นกันอยู่เป็นที่เพลิดเพลิน นายอินสูนจึงรู้ว่าเป็นผีที่จอปู่ตานั่นเอง
คำว่า จอปู่ตา จอคือพื้นที่สามเหลี่ยม และมีห้วยซึ่งมีน้ำไหลผ่าน จอปู่ตาคือที่ของปู่ตานั่นเอง ปกติพื้นที่ 3 เหลี่ยมเขาไม่นิยมปลูกบ้านอยู่แล้ว
หลังจากนั้นอีก 3 เดือนต่อมาตรงกับเดือนแปดเหนือ
ราวเดือนพฤษภาคมได้มีการถางป่าขณะกำลังถางป่าอยู่นั้นมีคนฟันโดนมือปู่ตาเป็นแผลฉกรรจ์
จึงไปรักษาที่โรงพยาบาลจนหายและปู่ตาจึงได้ปล่อยที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำอะไร
1ปีต่อมามีนายน้อง มาทำต่อ และขณะถางป่าที่รกอยู่นั้น ก็ได้เจอพระองค์ขนาดเดียวกับที่ปู่ตาเจอจึงเก็บไว้ และก็มีคนฟันโดนมือของนายน้องอีกครั้งเหมือนที่ปู่ตาได้เจอ นายน้องจึงต้องไปรักษาตัวเองจนหายและได้เอาพระไปคืนตรงที่เจอ และไม่กล้าไปถางป่าอีกเพราะกลัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ปล่อยที่ให้รกร้างต่อไป
หลังจากนั้นอีกสองปี นายอินสูน มาทำต่อที่เดิมและขุดได้พระเหมือนเดิม แล้วนายอินสูนก็โดนฟันที่มือเหมือนคนก่อน ๆ นายอินสูนต้องรักษาแผลจนหายดีแล้วจึงคิดตั้งศาลขึ้นมา แล้วบอกกล่าวว่าจะขอทำนาตรงที่ผืนนี้เพื่อเลี้ยงลูก ๆ เพราะตัวเองก็ยากจน
ตกกลางคืนได้ฝันไปว่ามีชายคนหนึ่งตัวดำทะมึนนุ่งเตี่ยว
3 ดูกสีดำ เอาผ้าขาวม้าพาดบ่า ได้มาเข้าฝันและได้บอกนายอินสูนว่า
ถ้าอยากได้ที่ทำกินก็ไม่เป็นไรแต่อย่าได้โค่นต้นมะม่วง 3 ต้นที่อยู่ในพื้นที่เด็ดขาดเพราะว่าเป็นที่เด็กเล่นหลังจากนั้นชายคนนั้นได้หายไป
ต่อมานายอินสูนจึงได้ถางป่าต่อไปเพื่อเอาไว้ทำนา และนายอินสูนได้ฝันอีก ในฝันนั้นตรงโคนต้นมะม่วง 3 ต้นนั้นปรากฎว่ามีลูกเสือ 4 ตัวเล่นกันอยู่เป็นที่เพลิดเพลิน นายอินสูนจึงรู้ว่าเป็นผีที่จอปู่ตานั่นเอง
คำว่า จอปู่ตา จอคือพื้นที่สามเหลี่ยม และมีห้วยซึ่งมีน้ำไหลผ่าน จอปู่ตาคือที่ของปู่ตานั่นเอง ปกติพื้นที่ 3 เหลี่ยมเขาไม่นิยมปลูกบ้านอยู่แล้ว
โค่นต้นตะเคียนยักษ์
![]() |
| ต้นตะเคียนขนาดใหญ่ขนาด 14 คนโอบจากเว็บ tnews ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด |
น้อยปั๋นแก้ว ได้เดินทางเข้าไปตัดต้นตะเคียนขนาดใหญ่ ที่ห่างจากบ้านพอสมควร เหตุผลเพื่อจะเอาไปสร้างบ้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านดงสุวรรณ ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย เมื่อไปถึงก็ลงมือตัดไม้ทันทีด้วยขวาน
น้อยปั๋นแก้ว (คำว่าน้อยคือผู้เคยบวชเป็นสามเณร ถ้าเป็นหนานคือผู้เคยบวชเป็นพระภิกษุ)ใช้เวลาตัดมาถึงวันที่ 3 ก็ยังไม่โค่นเพราะต้นตะเคียนมีขนาดใหญ่มาก พอมาถึงวันที่ 4 ขณะกำลังฟันไม้อยู่นั้น อยู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียก "ลุงน้อยทำอะไร" ลุงน้อยจึงหันไปดูก็ไม่เห็นใคร แกก็ฟันไม้ต่อไป พอสักพักหนึ่งก็มีเสียงคนถามอีกครั้ง แกเหลียวไปดูอีกครั้งก็ไม่เจอใคร แกจึงตั้งหน้าตั้งตาโค่นต้นไม้ต่อไป และสบถออกมาว่า เป็นยังไงวันนี้ต้องล้มไม้ต้นนี้ให้ได้
![]() |
| ภาพคนตัดต้นไม้ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใด ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต |
พอถึง 5 โมงเย็นไม้ตะเคียนยักษ์ต้นนั้นก็ได้ล้มลง เสียงดังกึกก้องสะนั่นป่า หลังจากนั้นไม่กี่เดือน น้อยปั๋นแก้วได้ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีพิธีทำอะไรต่าง ๆ ในทางไสยศาสตร์ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อให้แกหาย แต่ไม่เป็นผล
แกจึงได้พาลูกเมียอพยพ ย้ายบ้านออกมาจากบ้านดงสุวรรณ ไปอยู่บ้านแหลว ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย อยู่ได้ไม่กี่เดือนแกก็ตาย ร่างกายแกตอนตาย ซูบผอมมาก มีคนเล่าว่า ในขณะย้ายแกไปอยู่บ้านแหลว โดยการหามไปเพราะแกเดินไม่ได้ ระหว่างทางที่หามมา จะมีนอกคองคอย ไม่แน่ใจว่านกอะไร ร้องมาตลอดทาง (ทางภาคเหนือบอกว่านกคองคอยคือนกผี)
และจะบินโฉบคนป่วยเป็นระยะ ๆ จนญาติพี่น้องต้องยิงสกัดนกเป็นระยะ ๆ พอพ้นเขตุป่านกดังกล่าวได้หายไป
ต้นตะเคียนเป็นไม้ที่มีผีสิง ดังนั้นเขาจะห้ามปลูกในบ้านเรือน ส่วนน้อยปั๋นแก้วแกอาจไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ จึงทำให้แกต้องพบจุดจบในที่สุด เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นหลายสิบปีมาแล้วเขาเล่าต่อ ๆ กันมา
ลุงอ้ายเจอผีโพง
ประมาณ พ.ศ.2507 ปีนั้นอากาศแห้งแล้งมาก ต่อมาช่วงที่เริ่มเข้าหน้าฝน ก็เริ่มจะมีการทำนา ชาวบ้านที่จะทำนาจะแช่ข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์โดยจะแช่ในกระสอบ สมัยนั้นถนนหนทางรกหญ้าขึ้นทึบไปหมด และมีการขโมยข้าวที่แช่เป็นประจำ เพราะเป็นยุคข้าวยากหมากแพง และลุงอ้ายก็ต้องไปนอนเฝ้าข้าวเปลือกที่แช่เหมือนทุกวัน
เรื่องนี้ลุงอ้ายเป็นญาติผู้เขียนเองปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ บ้านโพธนาราม ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย
ยุคนั้นว่ากันว่า ผีสือ (กระสือผีผู้หญิง)ผีโพง(ผีผู้ชาย) ชอบออกหากินตอนกลางคืน ช่วงดึก ๆ โดยจะจับกบกับเขียดมากินสด ๆ และตกดึกคืนนั้นนั่นเองลุงอ้ายเห็นแสงสว่างตรงข้าวที่แกแช่ไว้ แกก็คิดว่าคงมีคนมาขโมยข้าวแน่ ๆ แกจึงค่อย ๆ ย่องลงจากเพิงพักที่ใกล้ ๆ กันพร้อมถือปืนลงไปด้วย
เมื่อใกล้ถึงแกจึงร้องตวาดไปว่า "ใครมาขโมยข้าวว่ะ" พอสิ้นเสียงแก ร่างนั้นได้หันมาที่แก ใบหน้าของร่างนั้นมีแสงไฟสว่างจ้าลุกโชนออกจากจมูก แกเห็นจึงตกใจสุดขีด แกรีบหันหลังวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ผีโพงวิ่งตามลุงอ้ายมาอย่างไม่ลดละ ลุงอ้ายเลยยิงใส่ผีโพงหนึ่งนัดเพื่อป้องกันตัว แต่ไม่มีความหมาย มันวิ่งตามมาอีก
ลุงอ้ายจึงตัดสินใจวิ่งเข้าวัดครกขน่าน หรือ วัดโพธนารามในปัจจุบัน ลุงอ้ายกลัวจนตัวสั่น ผีโพงก็หายไป แกรอจนรุ่งเช้าจึงกลับบ้านแล้วเล่าเรื่องที่ประสบมา ให้ญาติพี่น้องฟังช่วงนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกไปเฝ้าข้าวแช่อีกเลย
เรื่องนี้ลุงอ้ายเป็นญาติผู้เขียนเองปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ บ้านโพธนาราม ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บ้านพักจอมพล ป.
ตั้งอยู่ที่ม่อนจอมแจ้ง อ.เมือง จ.เชียงราย
ถ้ามาช่วงหน้าหนาวอากาศจะเย็นดี ลมโชยเย็น ๆ จิบกาแฟไปด้วย เขามีร้านกาแฟ
และไวไฟฟรี
เมื่อมาถึงก็นึกถึงตอนสมัครเรียน รด.ก็มาวิ่งทดสอบที่นี่แหละครับ ตอนนั้นที่นี่เป็นคลังเก็บปืน ปลย. 88 จำได้ว่าหนัก 11กิโลกรัม (เป็นปืนสมัยสงครามโลก)
ใครมีโอกาศลองแวะมาเยี่ยมชมดูครับ ไม่ผิดหวัง
![]() |
| คำกล่าวคม ๆ ของท่านจอมพล |
เมื่อมาถึงก็นึกถึงตอนสมัครเรียน รด.ก็มาวิ่งทดสอบที่นี่แหละครับ ตอนนั้นที่นี่เป็นคลังเก็บปืน ปลย. 88 จำได้ว่าหนัก 11กิโลกรัม (เป็นปืนสมัยสงครามโลก)
![]() |
| ทางขึ้นชั้นสองของอาคาร |
ภาคสนามก็ต้องถือปืนนี้แหละข้างกายตลอด
ตอนนั้นฝึกภาคสนามที่น้ำตกขุนกรณ์ อากาศหนาวมาก ใช้เวลา 7 วันฝึกค่อนข้างหนักทีเดียว กลางคืนหนาวมาก นอนกับบัดดี้ต้องหันหลังชนกัน เอาผ้าห่มซ้อนกันสองผืนค่อยอุ่นขึัน
ที่นี่เป็นอาคารไม้สองชั้น
ใช้เก็บสิ่งของเครื่องใช้ของจอมพล ป.มีห้องนอนของท่านอยู่บนชั้นสอง และห้องทำงานของท่าน
![]() |
| ห้องนอนของจอมพล ป. |
บรรยากาศของตึกเงียบสงบดี เขาดูแลได้สะอาดสะอ้านทีเดียว
เหมาะสำหรับมาทัศนะศึกษา นั่งพักผ่อน ฯลฯ
![]() |
| คำขวัญที่น่าคิดในยุคนี้ |
ใครมีโอกาศลองแวะมาเยี่ยมชมดูครับ ไม่ผิดหวัง
วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559
เครื่องปั้นดินเผาบ้านดอยดินแดง
เป็นทั้งโรงงานและศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา สร้างโดย
อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินเซรามิคนานาชาติ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าอ้อ ต.นางแล
อ.เมือง จ.เชียงราย
เมื่อมาถึงเปิดประตูรถปั๊บก็ได้ยินเสียงเหมือนจั๊กจั่นร้องตลอดเวลา เสนาะหูมาก
ช่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ
![]() |
| ภาพผลงานที่ไม่สมบูรณ์ถูกนำมาโชว์บนกำแพง |
ผมได้เดินเข้าไปดูผลงานของอาจารย์ในห้องโชว์ซึ่งมีอยู่สองสามหลัง รู้สึกชอบผลงานของท่าน ได้ข่าวว่าท่านได้ไปศึกษาวิชาทำเซรามิคที่ญี่ปุ่นอยู่หลายปี บรรยากาศของห้องโชว์จึงมีศิลปะญี่ปุ่นผสมมาบ้าง
![]() |
| ภาพภายในห้องจัดแสดงผลงาน |
ผมเดินดูสักพักก็ไปเจอร้านกาแฟสดจึงแวะลองกาแฟ
แล้วฟังเสียงแมลงร้องอีกรอบชอบบรรยากาศจัง
![]() |
| พักทานกาแฟสด |
พักทานกาแฟเสร็จแล้วจึงเดินจึงเดินชมส่วนของโรงงานซึ่งมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ
ที่เสร็จแล้วก็มี งานมีหลากหลาย สังเกตุดูมีคนงานชายสี่ห้าคน เด็กหนุ่ม ๆ
ทั้งนั้นเลย
สอบถามพูดคุยกับแม่บ้านดู
แม่บ้านบอกว่าแฟนอาจารย์เป็นคนญี่ปุ่น
และงานที่นี่ส่วนมากจะเป็นงานรับออร์เดอร์ซะส่วนใหญ่ คนจะมาเยอะช่วงหน้าหนาว
![]() |
| บรรยากาศภายในบริเวณรอบ ๆ โรงงาน |
ก่อนกลับผมได้ซื้้อสินค้ามาสองชิ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงที่นี่
และถ่ายภาพที่ประตูซึ่งเป็นป้ายโรงงาน มาให้ชม
![]() |
| ภาพป้ายทางเข้าโรงงาน |
ใครว่าง ๆ
ลองเข้ามาเที่ยวชมดูครับ บรรยากาศธรรมชาติจริง ๆ มาแล้วอยากนั่งนาน
ๆ
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559
น้ำพุร้อนโป่งพระบาท
![]() |
| บ่อน้ำพุทำได้สวยงามทีเดียว |
สำหรับบริเวณแช่เท้าทำเป็นศาลาเล็ก ๆ สวยทีเดียว ผมลองไปแช่ดู น้ำจะร้อนไปหน่อย แต่ถ้าหน้าหนาวน่าจะพอดี เลยได้แค่แตะเท้าลงน้ำเท่านั้น แช่ไม่ได้ร้อนครับ
![]() |
| ศาลาแช่น้ำร้อน |
เนื่องจากไม่ใช่วันหยุดจีงไม่ค่อยมีคนมาเที่ยว เลยเดินดูบรรยากาศทั่ว ๆ บริเวณหลังจากแช่เท้าแล้ว
![]() |
| มีสาว ๆ มาแช่เท้า |
น้ำพุร้อนจะอยู่ติดกับที่ทำการ
อบต.บ้านดู่ ทำให้ผู้มาติดต่อ อบต.แวะมาเที่ยวชมได้
ผมเดินดูสักพักแล้วจึงเดินทางกลับ
![]() |
| สระน้ำขนาดใหญ่ใกล้กับบริเวณน้ำพุร้อน |
วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วนอุทยานห้วยก้างปลา
![]() |
| แอ่งน้ำด้านล่าง |
ตัวน้ำตกจะต้องเดินขึ้นไปประมาณ 500 เมตร ทางชันไม่มาก แต่เล่นเอาหอบเหมือนกัน คนจะนิยมไปเที่ยวช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม และจะมากันเยอะในช่วงบ่ายมากกว่าตอนเช้า เพราะอากาศช่วงบ่ายจะร้อนคนจะมาแช่น้ำเย็น ๆ เพื่อคลายร้อน
![]() |
| ป้ายบอกทางบริเวณทางขึ้น |
วันนั้นผมไปช่วงเช้าไม่มีคนเลย สอบถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าคนจะมากันช่วงบ่าย สอบถามพูดคุยกับแม่ค้าด้านล่างสักพัก เลยซื้อน้ำติดตัวไปด้วยขวดหนึ่ง และเดินขึ้นไปปรากฎว่าเปลี่ยวใช้ได้เลย
![]() |
| พรรณไม้ที่ขึ้นตามบริเวณน้ำตก |
นึกถึงตอนเรียน รด.เคยเดินบรรยากาศแบบนี้ เลยเดินขึ้นไปดู ระหว่างทางก็เดินชมธรรมชาติไปต้นไม้เยอะเหมือนกัน มีกลิ่นไฟไหม้ และควันไฟเล็กน้อย คงเกิดจากไฟไหม้ป่าเมื่อคืน แน่ ๆ สังเกตุดูน้ำจะใสมาก เอามือจับดูเย็นทีเดียว
ใช้เวลาเดินขึ้นไปจนสุดทางประมาณ 30 นาทีได้ เดินไปพักไป ระหว่างทางเจอขยะที่คนเอาไปทิ้งไว้ เช่นขวดน้ำ
ขวดเบียร์ (น่าจะเก็บมาทิ้งหลังจากกินเสร็จ) สังเกตุดูธรรมชาติรอบ ๆ
ตัวมีต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หลายต้นเหมือนกัน
เดินชมธรรมชาติไปต้นไม้เยอะเหมือนกัน มีกลิ่นไฟไหม้
และควันไฟเล็กน้อย คงเกิดจากไฟไหม้ป่าเมื่อคืน แน่ ๆ สังเกตุดูน้ำจะใสมาก
เอามือจับดูเย็นทีเดียว
![]() |
| การทดน้ำเพื่อนำมาใช้ในวนอุทยาน |
กลางทางมีการทดน้ำเพื่อนำน้ำไปใช้ในบ้านพักของทางวนอุทยานด้วย และเนื่องจากปีนี้แล้งจัดจึงมีไฟป่าและได้เผาไหม้หญ้าแถวนั้นพอสมควร
![]() |
| ตัวด้วงที่นอนตายเนื่องจากถูกไฟป่าเผา |
เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ
จนสุดทางจะเจอน้ำตกชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด
ทำให้หายเหนื่อยเลย แต่น้ำไม่ค่อยเยอะเพราะเป็นหน้าแล้ง
ผมเอาน้ำมาล้างหน้าล้างคอรู้สึกเย็นดีมาก นั่งชมอยู่ประมาณ 20 นาทีจึงเดินลงมา
เดินลงมาถึงข้างล่าง
เข้าไปคุยกับแม่ค้า เลยสั่งส้มตำไทยกับไก่ย่างมากินรสชาติใช้ได้ครับ
ไก่ย่างก็อร่อย
![]() |
| น้ำเย็นมาก |
![]() |
| นัำตกชั้นบนสุด |
วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559
น้ำบ่อ
![]() |
| น้ำบ่อแรก |
น้ำบ่อแรก
น้ำบ่อทางภาคเหนือหมายถึงบ่อน้ำที่สร้างขึ้นมาโดยการขุด เพื่อดื่มกิน และใช้งาน
น้ำบ่อที่จะกล่าวถึงนี้เป็นน้ำบ่อเก่ามีความกว้างประมาณ 1.5เมตร
ลึกน่าจะไม่เกิน 5 เมตรได้ เกิดมาผมก็เห็นแล้ว
ถามพ่อดู(เพิ่งถาม)
ท่านบอกว่า น่าจะมีอายุรวมแล้วร้อยกว่าปี
มีมาตั้งสมัยปู่ทวดแล้ว เมื่อก่อนเป็นแต่เพียงอิฐก่อขึ้นมาเท่านั้น
ต่อมารุ่นปู่ผมได้บูรณะโดยโบกปูนทับก้อนอิฐอีกที ที่บ้านใช้ดื่มกิน และใช้งานต่าง
ๆ ชาวบ้านก็จะเอาถังมาตัก และหาบกลับไปเพื่อดื่มกิน ใช้งานกันหลายหลังคาเรือน
ผมว่ารสชาติจะหวานนิด ๆ ปัจจุบันไม่ได้ใช้ดื่มกินแล้ว
นอกจากใช้ปั้มสูบมาใช้งาน นาน ๆ ครั้ง ทุกวันนี้อยู่ในครอบครองของป้าผม ครอบครัวของผมได้ย้ายออกมานานแล้ว
สอบถามป้าดูถึงประวัติของบ่อนี้
ป้าบอกว่าเกิดมาก็เห็นแล้ว น่าจะมีอายุ 100 กว่าปี
![]() |
| สภาพภายในน้ำบ่อแรก สังเกตุดูอิฐก้อนจะใหญ่กว่าปัจจุบัน |
น้ำบ่อที่สองเป็นน้ำบ่อที่บ้านของผมเอง สร้างลึกประมาณ 5 เมตรได้ครับ ความกว้างประมาณ 1เมตร จัดเป็นบ่อขนาดเล็ก น้ำจะสีไม่ใสและมีฝ้าคลุม ทำให้ใช้งานไม่ได้ปัจจุบันถมไปแล้ว (ผมยังเสียดายเลย)
ตาผมจึงจ้างคนมาขุดบ่อที่สาม
เพื่อจะเอาน้ำไว้กินไว้ใช้ตอนที่ขุดผมยังเห็นเขาขุดกันเลย ตอนนั้นผมยังเด็ก น้ำบาดาลก็เคยตอก แบบใช้มือโยกเอาแต่ไม่เวิร์ก เพราะน้ำมีฝ้าคลุม
มีกลิ่นธาตุเหล็ก กินไม่ได้ ปัจจุบันถมไปแล้ว
![]() |
| น้ำบ่อที่ 3 ปัจจุบัน |
การขุดบ่อใหม่ครั้งนั้น กำหนดความกว้างประมาณ 2 เมตร ความลึกประมาณ 10 เมตร มีคนขุดกัน 3 คน ถ้าจำไม่ผิด มีเขยติ๊บเป็นหัวแรงเพราะแกตัวใหญ่แรงเยอะ ขุดกันน่าจะเป็น 1 เดือนขึ้นไป นะครับ กว่าจะเสร็จ
![]() |
| ก่อด้วยอิฐโค้ง |
ปัจจุบันไม่ได้ใช้ดื่มกิน ใช้รดต้นไม้ ล้างจานบ้าง กลัวสารเคมีต่าง ๆ จะซึมมากับน้ำเพราะอยู่ใกล้ทุ่งนา แต่น้ำใสมาก
![]() |
| สภาพภายในบ่อมีการต่อท่อปั้มน้ำมาใช้งาน |
ข้อดีของน้ำบ่อหน้าร้อนน้ำจะเย็นมากจึงใช้อาบได้ ส่วนหน้าหนาวน้ำจะอุ่นทีเดียวจึงเหมาะที่จะอาบตอนเช้า ๆ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
ดอยจระเข้
ถ้าคุณออกเดินทางจากอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงรายไปอำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย เมื่อคุณมาถึงอำเภอแม่จันคุณก็จะเจอภูเขาลูกหนึ่งขวางหน้าคุณอย...
-
อันว่ายันต์สัมพุทเธหงสาเป็นยันต์แคล้วคลาดป้องกันภัยทั้งปวง เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลวงพ่อใช้ยันต์นี้ลงตะกรุดแจกชาวบ้านระเบิดลงไม่...
-
ประมาณปี พ.ศ. 2505 เมื่อก่อนถนนหนทางรก ไม่เหมือนสมัยนี้ การเดินทางบางทีต้องเดินลัดทุ่งนาเพื่อไปติดต่อกันระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน ...
-
ดอยตุงมีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งอยู่ขอบหนอง จากตำนานเมืองสุวรรณโคมคำกล่าวไว้ว่า เทวดาได้นำน้ำจากทิศทั้งสี่มาใส่หม้อเก็บไว้ จึงเรียกว่า ถ้ำกุมภ...




































